หุ้นไทยร่วงรูด 50 จุดปิดตลาดชั่วคราว เชื่อซบยาว2เดือน
วันพุธที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑
ผลพวงจากวิกฤติสถาบันการเงินในสหรัฐได้ลุกลามเข้าสู่ตลาดหุ้นทั่วโลก และตลาดหุ้นไทยให้ปรับตัวลดลงรุนแรง โดยเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงอย่างหนัก จนกระทั่งเมื่อเปิดตลาดช่วงบ่าย ดัชนีลดลงถึงระดับ 449.91 จุด ลดลง 50.08 จุด หรือคิดเป็น 10.02% จนตลาดหลักทรัพย์สั่งระงับการซื้อขายทั้งตลาดเป็นการชั่วคราว เป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 14.35-15.05 น. แต่เมื่อเปิดตลาดอีกครั้ง ดัชนีดีดตัวขึ้นเล็กน้อย จนปิดที่ 451.96 จุด ลดลง 48.03 จุด คิดเป็นลดลง 9.61% มูลค่าการซื้อขายรวม 16,291.63 ล้านบาท
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ใช้มาตรการเซอร์กิต เบรกเกอร์ เพื่อเบรกความร้อนแรงของตลาดหุ้นในช่วงขาลง โดยเมื่อดัชนีลดลง 10% จากวันก่อนหน้า จะสั่งหยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมดเป็นการชั่วคราว 30 นาที และหากดัชนีลดลงต่ออีกเป็น 20% จะหยุดการซื้อขายอีกครั้ง เป็นเวลา 1 ชั่วโมง การใช้มาตรการที่ว่านี้ถือเป็นครั้งที่ 2 นับแต่ตลาดเปิดดำเนินการปี 2518 ครั้งแรกใช้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 ดัชนีลดลงไป 74.06 จุด หรือ 10.14% เป็นผลจากความกังวลกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศใช้มาตรการสำรอง 30% สำหรับการนำเข้าเงินทุนระยะสั้น
เตือน นลท.ระมัดระวังลงทุน
นายประสงค์ วินัยแพทย์ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์และตลาดอนุพันธ์ของไทยมีความผันผวนในระดับที่ไม่แตกต่างจากตลาดอื่นในภูมิภาค โดย ก.ล.ต.จะเฝ้าติดตามผลกระทบโดยรวมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถรับมือได้ทันต่อเหตุการณ์ และพร้อมจะออกมาตรการพิเศษในกรณีที่มีความจำเป็น
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีพื้นฐานที่ดี ให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับที่น่าสนใจมาก โดยมีหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีอยู่ถึง 344 หุ้น หรือคิดเป็น 65% ของหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งมีหุ้นที่อัตราผลตอบแทนให้แก่ส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ในระดับมากกว่า 10% และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลมากกว่า 5% มีอยู่เกือบครึ่งหนึ่งของหุ้นทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ตลาดมีความผันผวน ขอให้ผู้ลงทุนติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ และตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ
ในวันเดียวกันนี้ ตลาดหลักทรัพย์หารือร่วมกับ 4 สมาคมคือ สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (บลจ.) สมาคมนักวิเคราะห์ และสมาคมบริษัทจดทะเบียน นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า หากปัญหาวิกฤติสถาบันการเงินในสหรัฐลุกลามไปยังยุโรปและเอเชีย คงต้องใช้เวลาเยียวยา ยืนยันว่ามาตรการที่ตลาดหลักทรัพย์มีอยู่น่าจะสามารถรับมือได้ ส่วนการที่หุ้นสหรัฐตกลงมาอย่างหนัก เนื่องจากหุ้นขนาดใหญ่หลายตัวถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ จึงกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
"หุ้นต่างประเทศปรับลดลงมา 30-60% ตั้งแต่ต้นปี จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน จึงขอเตือนให้นักลงทุนระมัดระวังการลงทุน เลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี" นายปกรณ์กล่าว
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นจะมีสภาพซบเซาต่อไปอีก 1-2 เดือน แต่ยืนยันว่า จะไม่ลดลงเหมือนปี 2540 โดยบริษัทจดทะเบียนยังมีกำไรรวมกว่า 6 แสนล้านบาท จึงมั่นใจว่าตลาดหุ้นจะไม่ตกลงไปเหลือกว่า 200 จุดเหมือนปี 2540
รับการเมืองซ้ำเติมหุ้นตก
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยตกลงต่อเนื่อง เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทุกประเทศเป็นเหมือนกัน จากปัญหาเศรษฐกิจโลก ส่วนของไทยยอมรับว่าปัญหาการเมืองเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หุ้นตกมากขึ้น ซึ่งขอให้ประชาชน นักลงทุนอย่าตื่นตระหนก ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งออกมาตรการดูแลสถานการณ์ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ดูแลเรื่องอัตราดอกเบี้ย และสภาพคล่องในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ด้านกระทรวงการคลังก็จะมีมาตรการด้านการคลังออกมาต่อเนื่อง ทุกฝ่ายรับผิดชอบงานให้เกิดความสมดุล
ตลาดหุ้นโลกร่วงระนาว
ด้านตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งเหวระนาว เริ่มจากตลาดหุ้นนิวยอร์ก ในสหรัฐ ดัชนีดาวโจนปิดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม หลุดระดับ 9 พันจุด มาปิดที่ 8,579.19 จุด ลดลง 678.91 จุด ดัชนีแนสแดก ปิดที่ 1,645.12 จุด ลดลง 95.21 จุด และตลาดหุ้นลอนดอน ดัชนีปิดที่ 4,313.8 จุด ลดลง 52.9 จุด ขณะที่ตลาดหุ้นหลายแห่งปรับตัวลดลงแรงจนกระทั่งทางการสั่งปิดตลาดชั่วคราวเช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทย เช่น ตลาดหุ้นเวียนนา ประเทศออสเตรีย ปิดการซื้อขายหุ้นจนถึงเวลาเที่ยงตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลา 17.00 น.ตามเวลาของไทย
นอกจากนี้ ยังมีตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ปิดตลาดต่อเนื่องเป็นวันที่สาม หลังจากปิดการซื้อขายไปตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา และตลาดหุ้น MICEX ของรัสเซีย พักการซื้อขายหุ้นในเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลา 13.00 น.ตามเวลาไทย
ด้านตลาดหุ้นออสเตรเลีย ทำสถิติดิ่งลงมากที่สุดภายในวันเดียวในรอบ 16 ปี โดยดัชนีปิดที่ 3,960.7 จุด ลดลง 360.2 จุด หรือ 8.34% ส่วนตลาดหุ้นฮ่องกง ดัชนีฮั่งเส็งปิดที่ 14,796.87 จุด ลดลง 1,146.37 จุด หรือ 7.19% ทำสถิติต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี ดัชนีคอมโพสิต ตลาดหุ้นเกาหลี ปิดที่ 1,241.47 จุด ลดลง 53.42 จุด ลดลง 4.13% ดัชนีนิเคอิ ตลาดหุ้นโตเกียว ปรับตัวลดลงเกือบ 9.6% โดยปิดที่ 8,276.43 จุด ลดลง 881.06 จุด ซึ่งเป็นการปรับลดลงมากที่สุดภายในวันเดียวนับแต่เกิดเหตุการณ์แบล็กมันเดย์เมื่อปี ค.ศ.1987
ไอเอ็มเอฟพร้อมให้กู้เงินด่วน
ด้านนายโดมินิค สเตราส์-คาห์น ผู้อำนวยการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวในการแถลงข่าวว่า ขณะนี้ได้เริ่มใช้กระบวนการฉุกเฉินของไอเอ็มเอฟเพื่อตอบรับต่อสถานการณ์อย่างรวดเร็วและพร้อมจะตอบสนองเสียงเรียกร้องของประเทศต่างๆ ที่เผชิญกับปัญหา พร้อมระบุว่า ไม่มีประเทศใดที่ปลอดภัยจากวิกฤติการณ์ในครั้งนี้ ขณะที่ทางไอเอ็มเอฟเต็มใจที่จะให้ความช่วยเหลือทางการเงินทั้งต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ ประเทศกำลังพัฒนา และประเทศพัฒนาแล้ว
"ไม่มีใครรู้ว่า ประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศจะต้องการความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟหรือไม่ในอนาคต" นายสเตราส์-คาห์นกล่าวและว่า ประเทศที่ต้องการกู้ยืมเงินจะเผชิญกับเงื่อนไขที่น้อยกว่าปกติ และจะมีการจัดหาเงินทุนให้อย่างรวดเร็ว โดยคำว่ารวดเร็วมากในที่นี้หมายความถึง 2 สัปดาห์เป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ หลังจากประเทศตลาดเกิดใหม่ไม่ได้เผชิญกับวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ในช่วงนี้ก็ส่งผลให้ประเทศที่เป็นสมาชิกคณะกรรมการไอเอ็มเอฟ และเจ้าหน้าที่ไอเอ็มเอฟอยู่ในภาวะเตรียมพร้อมสำหรับการตอบรับอย่างรวดเร็วถ้าหากมีประเทศใดประเทศหนึ่งต้องการความช่วยเหลือทางการเงิน
บริษัทประกันญี่ปุ่นล้มละลาย
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ว่า บริษัทประกันชีวิต ยามาโตะ ไลฟ์ อินชัวรันซ์ ไม่สามารถรับมือแรงกดดันจากปัญหาวิกฤติการเงินได้ เป็นเหตุให้ต้องยื่นเรื่องต่อศาลกรุงโตเกียว ขอประกาศภาวะล้มละลาย โดยยามาโตะ ไลฟ์ อินชัวรันซ์ นับเป็นสถาบันการเงินแห่งแรกในรอบ 7 ปีของญี่ปุ่น ที่ขอให้ศาลพิทักษ์ทรัพย์จากการล้มละลาย
รายงานข่าวระบุโดยอ้างคำเปิดเผยของนายทาเคโอะ นากาโซโนะ ประธานบริษัทยามาโตะฯ ซึ่งออกมากล่าวแสดงความเสียใจต่อบรรดาลูกค้า ว่า ราคาหุ้นทั่วโลกดำดิ่งอย่างหนัก เพราะวิกฤติหนี้เน่าในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ ทำให้บริษัทของเขาซึ่งมีพนักงานราว 1,000 คน ต้องประสบภาวะขาดทุนรวมสูงถึง 2.69 แสนล้านเยน ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นการขาดทุนจากมูลค่าหุ้นที่ตกต่ำมากถึง 1.1 หมื่นล้านเยน (ราว 3,663 ล้านบาท)
ที่มา คม ชัด ลึก